มูลนิธิออทิสติกไทย

ออทิสติก พัฒนาได้ ไร้ขีดจำกัด ไม่ต้องรอใครกดปุ่ม

#ออทิสติก พัฒนาได้ ไร้ขีดจำกัด ไม่ต้องรอใครกดปุ่ม”

#Autisticthai Foundation
ประสบการณ์ของมูลนิธิออทิสติกไทย และสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ที่ช่วยเหลือเด็กออทิสติกมา กว่า 20 ปี พบว่า เด็กๆที่มีภาวะออทิซึม “พัฒนาได้ไร้ขีดจำกัด” ถ้า พ่อแม่ ครอบครัว คนรอบข้าง ระบบบริการ และสังคม “ยอมรับเร็ว ช่วยเร็ว พัฒนาเร็ว”
เรามี CASE STUDYมากมาย ที่พบความสำเร็จ สามารถเรียนได้ จนมีงานทำ มีอาชีพ แม้บางคนจะจบเพียงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียนในรูปแบบการศึกษานอกระบบโรงเรียนก็ตาม
มีข้อเท็จจริงสำหรับประเทศไทย ที่มีความพยายามแก้ไขหรือก้าวผ่านความท้าทายดังกล่าว”แต่ยังไม่สำเร็จ คือ “กลุ่มบุคคลที่มีภาวะออทิสติกระดับมาก” หรือภาษาผู้ป่วย เรียกว่า รุนแรง Severe ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “กลุ่มที่มีความต้องการความช่วยเหลือที่มีระบบการสนับสนุนมาก TEIR 3” ภาครัฐมีหน่วยงานที่ดูแลเฉพาะในระบบ “โรงพยาบาลจิตเวช ขั้นสูง หรือ Super Tertiary Hospital ที่มีกระจายตามจังหวัดใหญ่ในประเทศ จำนวน 20 แห่ง” ที่เน้น ผู้ป่วยที่มีภาวะจิตเวช เป็นหลัก และมีพระราชบัญญัติสุขภาพจิต รองรับและคุ้มครองสิทธิ” แต่ก็มีการจำกัดระยะเวลาในการรักษา เมื่อคืนกลับครอบครัว หลายคนเมื่อมีอาการกำเริบ ก็ต้องกลับเข้าไปใหม่ เป็นวงจรที่ไม่รู้จบ
ส่วนด้านสังคม มีเพียง สถานสงเคราะห์ สังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมฯที่ช่วยเหลือดูแล แต่มีข้อจำกัด ด้าน ความแออัด ขนาดสถานสงเคราะห์ใหญ่ ดูแลคนหลักร้อยขึ้นไป ขณะที่ทีมดูแล มีน้อยมาก คือWork Load สูง
ในต่างประเทศ จัดรูปแบบการดูแลในชุมชนเป็นฐาน สำหรับกลุ่มที่ไม่มีผู้ดูแล จะมี ระบบ GROUP HOME ,CARE HOME ในชุมชน บ้านพิทักษ์หลังหนึ่งจะมีไม่เกิน 5 คน.
ขณะนี้ เครือข่ายผู้ปกครองออทิสติก ทั้ง สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) มูลนิธิออทิสติกไทย ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก กำลังทำงานร่วมมือกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จะทดลอง “บ้านพิทักษ์ออทิสติกในชุมชน” โดยจะขอให้ “ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ ขอนแก่น และนนทบุรี ทดลอง เปิดแผนกบ้านพิทักษ์ ดูแล 24 ชั่วโมง ในCase ที่จำเป็น และชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก อีก กว่า 10 จังหวัด จะร่วมขับเคลื่อนในระดับชุมชนด้วย ทำไป เรียนรู้ไป บนฐานความรู้และโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งเครือข่ายผู้ปกครองสั่งสมมากว่า 15 ปีเรียกว่า “Learning by Doing “กันไป แต่ยังตัดสินใจกันไม่ได้ ต้องรอ “ผู้มีพลังอำนาจมากดปุ่ม บ้านพิทักษ์ในชุมชน” กลุ่มนี้ หากพัฒนาต่อเนื่อง ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่ต้องมีระบบดูแลพิเศษ สนับสนุน มีองค์กรเช่นมูลนิธิช่วยเหลืออยู่ แต่มีจำนวนน้อย มูลนิธิส่วนใหญ่ พึ่งพาตนเอง รับการสนับสนุนจากสังคม ส่วนกลุ่มที่เศรษฐานะสูง จะรับบริการของเอกชนในการดูแล ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อคน ต่อปี หลายแสน บาท. ส่วนกลุ่มที่มีเศรษฐานะระดับทั่วไป อนาคตหากพ่อแม่หรือญาติจากไปก่อน กลุ่มนี้ คงตกอยู่ในภาวะยากลำบาก “ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง” ตรงข้ามกับ คำว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คำว่า Leaving No One Behind สำหรับบ้านเรา คงยังไม่เกิดขึ้นจริงในทุกเรื่อง
https://sustainabledevelopment.un.org/…/2754713_July_PM_2._…)


สำหรับกลุ่ม” TEIR 2 กลุ่มที่มีความต้องการความช่วยเหลือที่มีระบบการสนับสนุนปานกลาง” กลุ่มนี้ พอเรียนรู้ได้ ทำงานได้ ประเภทที่เป็นทักษะ บางคนมีทั้ง “พรสวรรค์และพรแสวง(โอกาส)” มีพ่อแม่ที่เข้าใจ มีหน่วยงานสนับสนุนที่ดี หลายคนก้าวผ่านไปอยู่ ระดับกลุ่ม TEIR 1 โดย PROGRAM การฝึกที่มีระบบ. มูลนิธิออทิสติกไทย ทดลองทำงานกับกลุ่มนี้มากกว่า 15 ปี ต่อเนื่อง จริงจัง ชัดเจน จนหลายคน มีอาชีพของตัวเอง ตัวอย่างคือ กลุ่มศิลปิน Art Story By Autisticthai และ วงดนตรีไทย อรุณจันทรา
ความเป็นจริงของ วงจรการพัฒนาในภาครัฐ เราหวัง “สถานศึกษา” รับผิดชอบดูแล ทั้งกลุ่ม TEIR 1,2,3. จึงออกแบบ “ห้องเรียนคู่ขนาน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ”ที่ ทั้งครู การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล เน้นทั้งทักษะวิชาการ และทักษะชีวิต” แต่ระบบงบประมาณการศึกษา ไปไม่ถึงเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษกลุ่มHigh Need Support ในระบบเรียนร่วม การจัดอัตรากำลัง ยังไม่ลงไปถึง ระดับห้องเรียน มีความพยายามจัดทำ “ระเบียบสนับสนุนการจัดห้องเรียนคู่ขนานและห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษ แต่ยังไม่คืบหน้า คงต้อง รอ “ผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ กดปุ่ม “ห้องเรียนคู่ขนาน ห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษ โรงเรียนเรียนรวมใกล้บ้าน “ อีกสักรอบ
ด้านสังคมและอาชีพ ระบบ Prevocational Training,Job Coach Programs , Vocational Training, Social Competency Programs สำคัญกับบุคคลกลุ่มนี้ ภาคธุรกิจหลายแห่งจึงร่วมมือกับ มูลนิธิออทิสติกไทย จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทำงานสำหรับบุคคลออทิสติก มาตั้งแต่ ปี 2559 ปัจจุบัน นับร้อยคนที่รับการจ้างงาน และมีอาชีพของตน หากภาครัฐลงมือทำในระบบ อาชีวศึกษา หรือ ศูนย์พัฒนาอาชีพในชุมชน จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่เป็นภาระใคร คำว่า “จากภาระ เป็นพลัง” จะเป็นความจริง หรือ Make The Right Real (https://www.unescap.org/…/incheon-strategy-make-right-real-…)
สำหรับ กลุ่ม TEIR 1 หรือ กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือที่ ระบบการสนับสนุนที่ดี หรือ Supportive Service ทั้งระบบสุขภาพ. ระบบการศึกษา ระบบสังคม เช่น มี Early Intervention Programs ต่างประเทศ มี Early Bird Programs มีระบบ Prevocational Training, Vocational Training, Social Competency Programs ซึ่งเครือข่ายผู้ปกครองออทิสติก ทำอยู่เป็นปกติ จะช่วยให้บุคคลเหล่านี้ เข้าสู่ Inclusive Society, Inclusive Education หรือ Inclusive Work ได้
สำหรับกลุ่มสุดท้ายในความเห็นของผม คือ กลุ่มที่ ไม่มีTEIR ใดๆแล้ว หรือ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “หลุดพ้นจากภาวะออทิซึม หรือหายแล้ว” มีจริงครับ ผมพบเจอมาหลายคน หลายคนเป็นผลผลิตที่มูลนิธิออทิสติกไทย ปั้นมากับมือ บางคนกลับไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย บางคนไปตรวจ IQ เกิน 120 บางคน ไปทำงานในบริษัท. ตัวอย่างในต่างประเทศ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเปิดเผยตัวตน คือ Dr. Temple Grandin (https://en.wikipedia.org/wiki/Temple_Grandin)

มีอาจารย์ด้านการศึกษาพิเศษ ท่านหนึ่ง คือ ดร.ยุวดี วิริยางกูร ได้เขียนหนังสือเล่มล่าสุด ชื่อ “ออทิสติก สอนไม่ยาก หากเข้าใจ “ มีวางจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว ลองไปอ่าน และนำไปปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง “โดยไม่ต้องรอใครกดปุ่ม” อนาคตอันใกล้ คงได้ร่วมทำ WorkShop ด้วยกัน นอกจากนั้น ใน เวปไซต์ “มูลนิธิออทิสติกไทย” มีคู่มือ การสอนเด็กออทิสติกและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่ง “ดร.ดารณี ศักดิ์ศิริผล จาก มศว ประสานมิตร” เป็นหัวหน้าทีมถอดประสบการณ์จากเครือข่าย”สมาคมสภาผู้ปกครองและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ให้ดาวน์โหลด อ่านฟรีอีกด้วย สนับสนุนโดย สสส. เข้าไปเยี่ยมชมได้นะครับ
ขอบคุณภาพจาก Autism Behavior Center และ UNITED NATION
อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์
มูลนิธิออทิสติกไทย
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)
8 ต.ค.2562
หมายเหตุ หากท่านเห็นว่า บทความนี้ มีประโยชน์ ช่วยบอกต่อ ให้ข้อความไปถึง #ผู้มีพลังอำนาจที่จะกดปุ่ม ในระดับนโยบายด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *