ภาพกิจกรรมมูลนิธิ, มูลนิธิออทิสติกไทย

#ร่างพรบ.การศึกษาพิเศษ พศ… #ยกระดับการศึกษาพิเศษ ยกเลิกกฎหมายเดิม หรือร่างกฎหมายเพิ่มใหม่ดี? #Next Normal

การศึกษาพิเศษในประเทศไทย มีกลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งอดีตที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นหน่วยดำเนินการ และมีสถานศึกษารูปแบบพิเศษ ต่างๆ เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยร่วมจัด
ในมุมกฎหมาย มีเฉพาะกลุ่มคนพิการ ที่มี กฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับการทำงาน คือ “พรบ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551”ซึ่งกำหนดให้”สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ “เป็นหน่วยงานใน”สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”(สพฐ) กำหนดรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการที่หลากหลาย ทั้งในระบบ นอกระบบ สถานศึกษาเรียนรวม สถานศึกษาเฉพาะความพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ สพฐ บทบาทสำนักเขตพื้นที่ไว้ชัดเจน มีโครงสร้าง “คณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ” เป็นบอร์ดนโยบาย และมีกลไก “คณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการประจำจังหวัด “เป็นบอร์ดระดับพื้นที่ และมีหลักประกันสิทธิทางการศึกษาสำหรับคนพิการในหลายมาตรา มีบทบัญญัติที่กำหนดว่า “สถานศึกษาใดปฏิเสธไม่รับคนพิการเข้าศึกษา ให้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามกฎหมาย”พร้อมมีกลไกการเงินคือกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการเป็นกลไกเสริมด้านการเงิน
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎหมายการศึกษาไทย มีการปรับเปลี่ยนหลายเรื่อง โดยเฉพาะในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมีการปรับโครงสร้างการบริหารสถานศึกษา ให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา โดยคาดหวังจะให้มีการยกระดับให้เป็นนิติบุคคลเทียบเท่ากรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้ง คณะทำงานยกร่างพรบ.การจัดการศึกษาพิเศษ โดยกลุ่มที่ทำงานด้านการศึกษาพิเศษ มีแนวคิดจะยกระดับ “สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ” (สศษ) ให้เป็น “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษ “หรือ สกพ. เป็นนิติบุคคล ให้มีเลขาธิการ สกพ. มีฐานะเป็นอธิบดี โดยขึ้นตรงกับ สพฐ ตามแนวทางหลักของกระทรวงศึกษาธิการ
ความยากประการแรก คือจะออกแบบกฎหมายให้ครอบคลุม 3กลุ่ม คือ จะต้องมีการ”ยกเลิก พรบ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 “เหตุเพราะจะใช้กฎหมายคนพิการ เป็นฐานในการขยายงานให้ถึงกลุ่มเป้าหมายอีก 2กลุ่ม และขยายภารกิจกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ ให้เป็น กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
ความยากที่สองคือ “หากยกเลิกพรบ.การศึกษาคนพิการ จะทำอย่างไรไม่ให้กระทบสิทธิทางการศึกษาสำหรับคนพิการ “ การจัดศูนย์การเรียนการศึกษาพิเศษ จะทดแทนศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการได้หรือไม่ ระบบ Inclusive Education จะสมบูรณ์แบบมากขึ้นหรือไม่ การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล การจัดการศึกษาทางเลือก ในอนาคตที่ออกมาแบบใด คนพิการที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ตามพรบ.เดิมจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายที่ยกร่างใหม่อย่างไร
ความยากที่สามคือ กลไกเดิม เช่นบอร์ดระดับจังหวัด ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด และกลไกอื่นๆ จะทำงานตามภารกิจต่อเนื่องและภารกิจใหม่ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
ซึ่ง การขับเคลื่อนให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ระดับ พระราชบัญญัติ มีอีกหลายขั้นตอน เช่นการรับฟังความคิดเห็นของคนพิการ การตัดสินใจของฝ่ายบริหารฝ่ายนโยบาย (รัฐบาล) การนำสู่กระบวนการการรัฐสภา(ถ้าตีความเป็นกฎหมายปฏิรูป) แต่อย่างน้อย คณะทำงาน ซึ่งมีท่านพโยม ชินวงศ์ เป็นประธาน ยกร่าง ก็ได้ริเริ่มบางสิ่งบางอย่างสำหรับการศึกษาพิเศษ
ส่วนตัวผม ในฐานะได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานยกร่างพรบ.ฯ ตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตเชิงหลักการไปหลายประเด็น และบันทึกไว้ในระบบZoom ถ้ามีโอกาสจะเขียนมานำเสนอให้ทราบ จากข้อสรุป ณ 17 ต.ค.2564 มีธงสรุปอย่างน้อย 3 ธง ได้แก่
ธงที่หนึ่ง คือ “ยกระดับสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จากระดับ สำนัก(กอง) เป็นระดับสำนักงาน (เทียบเท่ากรม) “และให้เป็นนิติบุคคล มีเลขาธิการ สกพ. มีฐานะเป็นอธิบดี (เดิมเป็นระดับผู้อำนวยการ)
ธงที่สอง คาดหวังว่า”คุณภาพการจัดการศึกษาพิเศษ “จะเป็นระบบและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ
ธงที่สาม คือ”การยกระดับ Career Path ที่มั่นคงสำหรับครูและบุคลากรที่ปฎิบัติงาน”ในสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
ที่ผมห่วงลึกๆ คือ “ธงใด จะเป็นธงนำ “ การเขียนกฎหมายประกันสิทธิ ร่วมกับ กลไกการบริหารที่กว้างขวางขึ้น ตามแนวร่างพรบ.ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษ จะถ่วงดุลให้ ธงนำทั้งสามไปพร้อมๆกันได้จริงไหม
และกำลังชั่งน้ำหนักว่า จะคง”พรบ.ส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการไว้ตามเดิม” หรือจะ”ยกร่างกฎหมายฉบับใหม่และใช้พรบ.การจัดการศึกษาพิเศษ เป็นหลัก”ไปเลย เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายนักวิชาการการศึกษาพิเศษ คงต้องมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เครือข่ายคนพิการ คงต้องนำประเด็นนี้มาหารือกันมากขึ้น เพราะหน้าตาการศึกษาพิเศษในอนาคตจะเปลี่ยนไปตามธงทั้งสามข้อหรือไม่?? นับเป็นความท้าทาย
อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์
นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
17ต.ค.2564

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *